แหล่งที่มา @Thailand2567
ไทยเนื้อหอม! TikTok ทุ่ม 840,000 ล้าน ปั้นไทยเป็น Data Hub อาเซียน
ไทยเนื้อหอม! TikTok ทุ่ม 840,000 ล้าน ปั้นไทยเป็น Data Hub อาเซียน
หลายปีที่ผ่านมา…
คนไทยคุ้นกับคำว่า “โรงงานจีนย้ายเข้าไทย”
แต่รอบนี้ สิ่งที่กำลังย้ายเข้ามา
ไม่ใช่แค่โรงงาน
แต่มันคือ “โครงสร้างพื้นฐานของโลกดิจิทัล”
ล่าสุด BOI อนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่รวมกว่า 958,168 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center และ Data Hosting ที่กินเม็ดเงินไปกว่า 913,838 ล้านบาท
โครงการที่ใหญ่ที่สุด คือการขยาย Data Center ของ TikTok ในไทย มูลค่ากว่า 842,350 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา
เป้าหมายชัดมาก…
ไทยกำลังถูกวางให้เป็น “ศูนย์เก็บและประมวลผลข้อมูล” ของผู้ใช้งานในภูมิภาคเอเชีย
และไม่ได้มีแค่ TikTok
ยังมี DAMAC Group จาก UAE ลงทุน Data Center เพิ่มอีก 46,869 ล้านบาท ที่ฉะเชิงเทรา รองรับกำลังไฟระดับ 200 เมกะวัตต์
รวมถึง Bridge Data Centres ที่ชลบุรี อีก 24,619 ล้านบาท
ทั้งหมดนี้กำลังสะท้อนว่า…
การแข่งขันรอบใหม่ของโลก ไม่ได้แข่งกันสร้างโรงงานอย่างเดียวอีกต่อไป
แต่แข่งกันว่า “ประเทศไหนจะเป็นบ้านของข้อมูล”
สิ่งที่น่าสนใจคือ
Data Center ไม่ใช่ธุรกิจที่เลือกประเทศจากค่าแรงถูก
แต่เลือกจาก
* เสถียรภาพไฟฟ้า
* อินเทอร์เน็ต
* กฎหมายข้อมูล
* ความสัมพันธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์
* และความสามารถในการขยายพลังงานในอนาคต
เพราะถ้า Server ดับเพียงไม่กี่นาที
ความเสียหายอาจเป็นระดับหลายพันล้านบาท
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ BOI เริ่มเร่งระบบ Thailand FastPass ให้อนุมัติโครงการเร็วขึ้น และรัฐบาลเริ่มเร่งแผน PDP รวมถึงโมเดล Direct PPA เพื่อให้เอกชนซื้อไฟสะอาดได้ตรง
ประเด็นนี้สำคัญมาก
เพราะยุค AI และ Cloud Computing
สิ่งที่โลกต้องการไม่ใช่แค่นักพัฒนา
แต่คือ “ประเทศที่มีไฟพอ”
Data Center หนึ่งแห่ง ใช้ไฟมหาศาล
บางแห่งกินไฟระดับเทียบเมืองขนาดเล็ก
และนั่นกำลังทำให้พื้นที่อย่าง EEC โดยเฉพาะ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ใหม่ของเศรษฐกิจไทย
ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่เทคโนโลยี
แต่มันจะโยงไปถึง
ที่ดินนิคมอุตสาหกรรม
ระบบส่งไฟฟ้า
พลังงานสะอาด
REITs กลุ่ม Infrastructure
ผู้รับเหมาก่อสร้าง
รวมถึงอสังหาฯ รอบโซน Data Center
เพราะเมื่อบริษัทระดับโลกปัก Server ไว้ที่ไหน
Supply Chain ทั้งระบบจะค่อยๆ ตามมา
สิ่งที่ผมยังจับตาคือ
ไทยจะขยายโครงสร้างไฟฟ้าได้เร็วพอกับความต้องการหรือไม่
เพราะตอนนี้เกมไม่ได้แข่งกันแค่ “ดึงนักลงทุนเข้า”
แต่กำลังแข่งกันว่า
ใครจะมีพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน รองรับเศรษฐกิจ AI ได้ก่อนในอีก 5-10 ปีข้างหน้า
← กลับไปข่าวหลายปีที่ผ่านมา…
คนไทยคุ้นกับคำว่า “โรงงานจีนย้ายเข้าไทย”
แต่รอบนี้ สิ่งที่กำลังย้ายเข้ามา
ไม่ใช่แค่โรงงาน
แต่มันคือ “โครงสร้างพื้นฐานของโลกดิจิทัล”
ล่าสุด BOI อนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่รวมกว่า 958,168 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center และ Data Hosting ที่กินเม็ดเงินไปกว่า 913,838 ล้านบาท
โครงการที่ใหญ่ที่สุด คือการขยาย Data Center ของ TikTok ในไทย มูลค่ากว่า 842,350 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา
เป้าหมายชัดมาก…
ไทยกำลังถูกวางให้เป็น “ศูนย์เก็บและประมวลผลข้อมูล” ของผู้ใช้งานในภูมิภาคเอเชีย
และไม่ได้มีแค่ TikTok
ยังมี DAMAC Group จาก UAE ลงทุน Data Center เพิ่มอีก 46,869 ล้านบาท ที่ฉะเชิงเทรา รองรับกำลังไฟระดับ 200 เมกะวัตต์
รวมถึง Bridge Data Centres ที่ชลบุรี อีก 24,619 ล้านบาท
ทั้งหมดนี้กำลังสะท้อนว่า…
การแข่งขันรอบใหม่ของโลก ไม่ได้แข่งกันสร้างโรงงานอย่างเดียวอีกต่อไป
แต่แข่งกันว่า “ประเทศไหนจะเป็นบ้านของข้อมูล”
สิ่งที่น่าสนใจคือ
Data Center ไม่ใช่ธุรกิจที่เลือกประเทศจากค่าแรงถูก
แต่เลือกจาก
* เสถียรภาพไฟฟ้า
* อินเทอร์เน็ต
* กฎหมายข้อมูล
* ความสัมพันธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์
* และความสามารถในการขยายพลังงานในอนาคต
เพราะถ้า Server ดับเพียงไม่กี่นาที
ความเสียหายอาจเป็นระดับหลายพันล้านบาท
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ BOI เริ่มเร่งระบบ Thailand FastPass ให้อนุมัติโครงการเร็วขึ้น และรัฐบาลเริ่มเร่งแผน PDP รวมถึงโมเดล Direct PPA เพื่อให้เอกชนซื้อไฟสะอาดได้ตรง
ประเด็นนี้สำคัญมาก
เพราะยุค AI และ Cloud Computing
สิ่งที่โลกต้องการไม่ใช่แค่นักพัฒนา
แต่คือ “ประเทศที่มีไฟพอ”
Data Center หนึ่งแห่ง ใช้ไฟมหาศาล
บางแห่งกินไฟระดับเทียบเมืองขนาดเล็ก
และนั่นกำลังทำให้พื้นที่อย่าง EEC โดยเฉพาะ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ใหม่ของเศรษฐกิจไทย
ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่เทคโนโลยี
แต่มันจะโยงไปถึง
ที่ดินนิคมอุตสาหกรรม
ระบบส่งไฟฟ้า
พลังงานสะอาด
REITs กลุ่ม Infrastructure
ผู้รับเหมาก่อสร้าง
รวมถึงอสังหาฯ รอบโซน Data Center
เพราะเมื่อบริษัทระดับโลกปัก Server ไว้ที่ไหน
Supply Chain ทั้งระบบจะค่อยๆ ตามมา
สิ่งที่ผมยังจับตาคือ
ไทยจะขยายโครงสร้างไฟฟ้าได้เร็วพอกับความต้องการหรือไม่
เพราะตอนนี้เกมไม่ได้แข่งกันแค่ “ดึงนักลงทุนเข้า”
แต่กำลังแข่งกันว่า
ใครจะมีพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน รองรับเศรษฐกิจ AI ได้ก่อนในอีก 5-10 ปีข้างหน้า